ฉันไม่เคยเปลี่ยนไป
ยังคงเป็นฉันคนเดิมเสมอ แต่เพราะอะไรคนรอบข้างถึงค่อยๆเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะเธอที่เคยพร่ำคำหวานๆเป็นร้อยเป็นพันให้กับฉัน และวันนี้เธอเปลี่ยนไป
ข้างๆฉันไม่มีเธอเหมือนเดิมและถึงแม้จะพบเจอเธอ เธอก็ไม่ใช่เธอคนเดิมอีกแล้ว
ฉันควรทำยังงัย
วิ่งตามเธอให้สุดชีวิตหรือยอมรับความจริงว่ายังงัยเสียก็คงไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิม เหลือบไปมองเพื่อนคู่นั้น
สองคนนั่นยังดูรักกันเหมือนเดิมทั้งๆที่ไม่ได้เจอกันเลย
เจสยังคงอยู่ข้างๆโตจิไม่ห่าง ถึงแม้เขาจะสนิทและรักเจส แต่เจสรักโคจิมากกว่า
ไม่มีช่องว่างให้เข้าไปแทรกเลยแม้แต่น้อย
“ทำหน้าเป็นปลาบู่อีกแล้ว
หน้าสวยๆ ยับหมด”
เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับมือที่ตีลงมาบนหัวเบาๆ
ทำให้เขาต้องรีบเก็บโทรศัพท์ใส่ในกระเป๋ากางเกง หมอนี่เป็นรุ่นน้องในค่าย
รู้จักและสนิทกันตอนเล่นสเตท จะว่าไปหมอนี่ไม่เคยเคารพเขาเลย ตีหัวมั่งล่ะ
เตะมั่งล่ะ แต่ก็ไม่ได้แรงอะไร พอเขาเหวี่ยงหมอนี่จะยิ้มกรุ้มกริ่ม
เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุด คอยห่วงคอยระวังภัยให้
เป็นบอดี้การ์ดที่ดีทีเดียวแหละ
“เจ็บนะ
“ เขาแกล้งลูบหัว
“เอาอีกทีมั้ย
“ อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาใส่
“บ้าชะมัด”
เขาบ่น
“มัวแต่มองคนอื่นไม่ระวังตัวเองเลยน้านายนี่”
ว่าแล้วก็กวาดสายตาไปทั่ว บรรดาสาวๆกำลังจ้องอยู่ตาเป็นมัน
“ก็
ก็ “ เขาไม่รู้จะแก้ตัวยังงัย
“ระวังตัวบ้างสิ
เอาล่ะกลับได้แล้ว สองคนนั้นคงกลับด้วยกัน ส่วนนายกลับกับชั้น”
พูดจบก็วาดสายตาไปรอบๆ เป็นบาเรียกั้นไม่ให้แฟนคลับเข้ามาใกล้กว่านี้
ถึงตัวจะเล็กกว่านิดหน่อยแต่ความกร่างนี้เขาสู้ไม่ได้จริงๆ
เขาเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนในขณะที่หมอนี่เพื่อนแยะแต่เลือกที่จะมาอยู่กับเขาตรงนี้แทน
เขาวิ่งตามคนตัวเล็กไป ไม่สนใจแฟนคลับที่ส่งเสียงกรี๊ด ในความน่ารักของทั้งคู่
“เดี๋ยวจะไปส่งที่สถานีนะ”
ชิเมะบอกยิ้มๆ
“เอ๋...”
ไทกะตกใจ
“ไม่เอ๋ล่ะ
ไปกันเหอะ “
ไม่พูดเปล่ากลับคว้าแขนคนตัวโตกว่าให้เดินตามไปต้อยๆ ไทกะเลิ่กคิ้วด้วยความสงสัย
แอบยิ้มแต่ไม่กล้าถามว่านึกอะไรขึ้นมา กลัวชิเมะจะเขินเอา
จริงๆแล้วหมอนี่เป็นคนขึ้อายมาก ถึงจะดูห่ามๆก็เหอะ เดินมาส่งจนถึงประตูทางเข้า
เพราะกลับกันคนละสาย
ชิเมะยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างนึงถือกระเป๋าพาดไหล่
ยืนมองไทกะจนลับตา ไทกะยกไอโฟนขึ้นมาส่อง ไม่กล้าหันกลับมามองจริงๆ เขินสุดๆๆ
เพราะเป็นครอบครัวที่เข้มงวด
เลยต้องกลับตรงเวลา จะไปไหนก็ต้องบอกที่บ้านก่อน ตอนเด็กๆก็ไม่ค่อยเข้าใจ
แต่พอโดขึ้นถึงได้รู้ว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะเป็นห่วง
เขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ลุคภายนอกเป็นคนดูหยิ่ง แต่จริงๆแล้วภายในไม่ใช่เลย
ไม่กล้าเข้าหาคนอื่นก่อน นั่นมันทำให้เขามีเพื่อนน้อย
ที่สนิทกันจริงๆก็มีมิวโตะและก็บากะแก๊ง หนึ่งในนั้นที่ตอนนี้คล้ายๆจะกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว
ช่างเถอะเลิกคิดดีกว่าพรุ่งยังมีงานแสดงอีก
เหนื่อยแต่ก็ดีใจเพราะไม่งั้นต้องว่างแน่ๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้งานยุ่งจะตาย
งานเริ่มลดลงตั้งแต่หนังออกจากโรง ตอนนี้ได้แต่ภาวะนาให้มีงานอย่างนี้ตลอดไป
พวกเพื่อนๆก็เหมือนกันอยากให้มีงานทำตลอดเวลา
การที่อยู่ตรงนี้แล้วไม่มีงานเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสทีเดียวสำหรับการอยู่วงการนี้
“ออกมาช้านะ
“ เสียงทักดังขึ้นขณะที่เขากำลังจะเดินไปขึ้นรถเมล์
ที่ไม่ขึ้นรถไฟฟ้าเพราะไม่อยากเจอคนดัก
เขาปฏิเสธคนไม่เป็นเลยไม่รู้จะเลี่ยงยังงัยจะวิ่งหนีก็ไม่ใช่นิสัยอีกแหละ
“มาได้งัยเนี่ย”
เขาทำหน้างง
“ก็มารับงัย
เห็นบ่นเรื่องคนตามนี่” ชิเมะยิ้ม
“ก็แค่บ่น”
ไทกะแก้ตัว
“แต่ก็รำคาญไม่อยากให้ตามใช่มั้ยล่ะ
ต่อไปถ้าไม่ติดงานอะไรจะมารับนะ “ ชิเมะยิ้มโชว์ฟันเหล็ก
หมอนี่เพิ่งจะเริ่มดัดฟัน เมื่อไม่นานมานี่เอง
“อึ่ม
“ ไทกะยิ้มเก้อๆ
“อะ
รถมาแล้ว “ ก่อนจะพูดอะไรต่อ ชิเมะก็ดันไทกะที่ที่ประตูทางขึ้นแล้ว
วันนี้รถค่อนข้างโล่งจึงหาที่นั่งได้ไม่ยาก
“ถึงแล้วปลุกนะ
ง่วง” พูดไม่ทันขาดคำชิเมะก็หลับผล๋อย คงเพราะเหนื่อยนั่นเอง
ช่วงนี้งานชุกต้องวิ่งรอก ถึงแม้ไม่ใช่ตัวสำคัญแต่เป็นส่วนที่สำคัญ
ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ คล้ายๆกับตัวเขา
ผิดตรงที่หมอนี่เป็นที่รักของทุกคน รวมถึงเขาด้วย ถ้าไม่มีชิเมะมาแสดงด้วยกัน
เขาก็คงกลับบ้านคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว เพราะที่นั่นเป็นที่ใหม่สำหรับเขา
ในขณะที่หมอนี่อยู่ตรงนั้นมาตั้งหลายปีแล้ว ชิเมะเกิดจากสเตทและโตจากสเตท
ส่วนใหญ่พวกที่แสดงด้วยกันก็จะสนิทกันอยู่แล้ว...
ใครๆที่เดินขึ้นรถมา
พอเห็นทั้งคู่ก็อดยิ้มไม่ได้ บรรยากาศรอบข้างดูมุ้งมิ้ง จนไทกะต้องก้มหน้าหงุด
ส่วนคนที่นั่งพิงอยุ่ดูเหมือนจะไม่รู้อะไรด้วยซ้ำ...จะปลุกดีมั้ย
หรือปล่อยไว้อย่างนี้...คิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งถึงป้ายที่จะต้องลง
เอื้อมมือไปแตะแก้มนิดเดียวชิเมะก็ตื่นทันที....บิดขี้เกียจอยู่สองสามทีแล้วเตรียมตัวลุก
ไทกะกดกริ่งหนึ่งครั้ง รอจนรถหยุดแล้วเดินนำหน้าไป.....ทางเท้าที่ทอดยาวผ่านสนามเด็กเล่นเล็กๆ
พอพ้นสนามเด็กเล่นก็จะเห็นบ้านไทกะ..ชิเมะเดินมาส่งแค่นั้น
พอเห็นว่าเข้าประตูไปแล้วก็เดินกลับ
เพราะตัวเองต้องนั่งรถไฟใต้ดินต่อไปอีกสี่สถานี..พักนี้ไทกะกังวลเรื่องคนตามจนเผลอบ่นออกมาแบบไม่ตั้งใจบ่อยๆ
ถึงจะแค่นั้นมันก็ทำให้เขารับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้
อย่างน้อยก็อยากให้คลายกังวลลงบ้าง....ไม่มากก็น้อย...
“ปิ๊บ
ปิ๊บ” เสียงโทรศัพท์ดัง มีข้อความเข้า ไทกะค่อยๆเปิดอ่านช้าๆ
“รีบนอนล่ะ
เด๋วตาโหล” ....
“เจ้าบ้า...”
ไทกะยิ้มขำๆ ค่อยๆวางโทรศัพท์ลงบนหัวเตียง “จะนอนได้งัยยังไม่ได้อาบน้ำ
“ ไทกะบ่นขำๆ ค่อยๆลุกขึ้นไปคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป
......................................................................................................................
“เหนื่อยจัง”
ไทกะบ่นอุบ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สุดๆเลยวันนี้ทั้งเต้นทั้งร้องทั้งตีกลอง
เหลือบมองนาฬิกา วันนี้คงดึกอีกแล้ว ชิเมะเดินตามเข้ามาไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยเลยสักนิด
“พลังงานเหลือเฟือ”
ไทกะค่อน
“นายไปอาบน้ำก่อนสิ
แล้วเดี๋ยวมานั่งพักรอ “ชิเมะยิ้มบางๆ
“หรือนายจะนั่งพักก่อนแล้วค่อยอาบน้ำทีหลัง”
ชิเมะย้อนถาม
“ขออย่างหลัง
ไม่ไหวจริงๆวันนี้” ไทกะหน้าย่น
“ครับๆ
พยายามได้ดีมากเลย” ชิเมะยกนิ้วโป้งให้ ไทกะหัวเราะเขินๆ
เอนกายพึงเก้าอี้แบบหมดสภาพ
“เสร็จแล้วปลุกด้วยนะ”
ไทกะตะโกนไล่หลัง ..”ครับผม”
ชิเมะตะเบ๊ะ ช่างเป็นเด็กที่กวนประสาทได้ตลอดเวลาจริงๆ ไทกะหลับตาลง ไม่ไหวจริงๆ
ต้องตื่นแต่เช้าไปเรียน กลับมาซ้อมและขึ้นแสดงในตอนเย็น ตัวเองไม่ชินกับการแสดงแบบนี้
ถ้าเปรียบเทียบกับคอนฯแล้วเหนื่อยกว่าหลายเท่า ผิดพลาดไม่ได้เลย
งานนี้เป็นงานแรกที่เขาได้รับมอบหมายให้แสดงบทบาทสำคัญตัวหนึ่ง..สำหรับหมอนั่นถึงแม้จะเป็นแค่ตัวประกอบ
แต่ความสามารถสูงกว่าเขาหลายเท่า ได้เรียนรู้มาจากหมอนั่นหลายอย่างทีเดียว
“ถ้าเทียบกับเวทีอื่นๆที่แสดงมา
อันนี้เบาที่สุด” หมอนั่นเคยบอกอย่างนั้น
หลังจากนี้ไปมีงานอีกหลายงานที่รอหมอนั่นอยู่และที่สำคัญเป็นงานสเตททั้งนั้น..จบงานนี้แล้วเขาเองก็มีงานต่อแต่เป็นงานอีกแบบนึง
ที่จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อยแต่คงไม่เหนื่อยเท่าตอนนี้
................................ไทกะเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ตกใจตื่นอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงไดร์เป่าผม...หมอนั่นนั่งเป่าผมอยู่หน้ากระจก
ไทกะงัวเงียบิดขี้เกียจ
“ทำไมไม่ปลุก”
ไทกะมองเคืองๆ
“กะว่าอีกห้านาทีจะปลุก”
ชิเมะวางไดร์เป่าผมไว้หน้ากระจก
“อึ่ม”
ไทกะพยักหน้า ลุกเดินไปหยิบผ้าขนหนูในกระเป๋าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป..ไทกะเป็นคนอาบน้ำเร็วและไม่ค่อยใส่ใจรายละเอียดของตัวเองเท่าไหร่
ผิดกับชิเมะที่ต้องเนียบ เวลาอยู่ด้วยกันก็เลยดูแปลกๆ ...หนุ่มหน้าสวยออกเซอร์ๆ
กับหนุ่มน่ารักแต่เนียบ เวลาใครเห็นก็อดมองไม่ได้
..............................ข้างนอก...........................
แฟนๆยังนั่งรอกันกยู่
....แฟนคลับของแต่ละคนแบ่งแยกไว้ชัดเจน ...ไทกะสูดหายใจเต็มปอด
วันนี้จะคุยอะไรกับแฟนๆดี หมอนั่นเดินเข้าไปหาแฟนๆตัวเองที่อยู่ใกล้ๆกัน พูดเก่งชะมัดไม่มีขัดเขินเลยแม้แต่น้อย...
ไทกะคุยกับแฟนๆไปเหลือบไปมองชิเมะเป็นครั้งคราว
บางทีก็ส่งเสียงเรียกเป็นระยะ ชิเมะเองก็ขานรับเป็นระยะเช่นกัน
เล่นเอาแฟนๆกรี๊ดกันเบาๆ ในความน่ารักของทั้งคู่ .....ได้เวลาก็แยกย้ายกันกลับ....
......................
”วันนี้คุยได้แยะแล้วนี่นา”
ชิเมะยิ้ม ปกติไทกะจะคุยสั้นๆ สั้นเสียจนบางครั้งคิดว่าแฟนๆจะเสียใจหรือเปล่า
“ก็ฝึกมาจากนาย”
ไทกะหัวเราะ
“ดีแล้วๆ
แฟนจะได้ดีใจ” ชิเมะยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆ
“นายนี่ไม่เคารพชั้นเลยนะ
“ ไทกะหัวเราะ
“ไม่ล่ะ
ถ้าเป็นอย่างนั้นชั้นต้องเกร็งแน่ๆ “ ชิเมะยักไหล่
“มันก็จริงนะ”
ไทกะหัวเราะ
“เห็นนายโอเคขึ้นชั้นก็ดีใจนะ
ตอนแรกๆดูมึดมนพิกล” ชิเมะยิ้ม
“ก็
ก็ ชั้นไม่คุ้นนี่” ไทกะเสียงอ่อย
“ค่อยๆไม่ต้องรีบ
เอาล่ะ ถึงสถานีแล้วที่นายจะลงแล้ว กลับดีๆล่ะ “
ชิเมะเตือน..ไทกะพยักหน้า พอคุยกับหมอนี่ทีไรต้องรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก
คงเพราะคุยกันถูกคอนั่นเอง
คืนนี้ดึกมากแล้วชิเมะเลยไม่ได้ลงมาส่ง
ได้แต่นั่งรถเลยไปบ้านเลย ดึกขนาดนี้คงไม่มีใครตามดักไทกะแล้วล่ะ
อีกอย่างตอนนี้ตัวเองก็เพลียสุดๆ ไหนจะเอนบุโจที่แสดงอยู่
คุริเอะที่ต้องขึ้นเวทีและเพลโซนที่ใกล้เข้ามาแล้ว แค่เห็นตารางงานก็มึนล่ะ
ช่วงนี้กลุ่มเขามีงานชุกทั้งปี
เพราะฝีไม้ลายมือในการเต้นที่อยู่ในระดับแนวหน้าอีกทั้งการแสดงยังไม่เป็นสองรองใคร..คิดดูแล้วก็ก้าวมาไกลเหมือนกัน
ถ้าไม่ถูกเลือกมาอยู่สเตท ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสแบบนี้ไหม หากอยู่ที่เวทีนั้นก็คงเป็นเด็กแบ็คไปเรื่อยๆ
และรอเดรอโอกาสที่จะถูกผลักมาข้างหน้า แต่นั่นหมายถึงต้องผ่านอุปสรรคอีกแยะ
การที่ได้มาอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอุปสรรค
แต่ส่วนใหญ่ก็ผ่านเวทีนี้มาด้วยกันความสนิทสนมคุ้นเคยเลยมากกว่า
จะว่าไปเขารักที่นี่จริงๆนะ
“ปิ๊บ
ปิ๊บ” ......
“ฝันดีนะ....”
รอยยิ้มเปื้อนเต็มใบหน้าคนอ่าน....”ฝันดีเช่นกัน”.............
ai nante kotoba kusuguttakute
narashite yameta yofuke no denwa
[tomodachi no mama...] itsuka itta kedo
kokoro wa ugokidashiteita
aenai yoru ga fueru tabi
chikaku naru hohoemi ga mune wo tsutsumu
narashite yameta yofuke no denwa
[tomodachi no mama...] itsuka itta kedo
kokoro wa ugokidashiteita
aenai yoru ga fueru tabi
chikaku naru hohoemi ga mune wo tsutsumu
arifureta iikata kamo shirenai
mata kimi wo nakasu kamo shirenai
dakedo kawarazu mamoritsuzukeru yo
Yes, two of us. Yes we can fall in love
mata kimi wo nakasu kamo shirenai
dakedo kawarazu mamoritsuzukeru yo
Yes, two of us. Yes we can fall in love
เสียงเพลงหวานๆกับเสียงหวานๆที่เขาฟังผ่านเฮียโฟนทุกวัน...เจ้าของเสียงที่เขาเจอะเจอทุกวัน..คนๆนั้นยังคงเหมือนเดิม
แต่ในขณะที่เขากำลังเปลี่ยนไป..การวิ่งตามมันเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่เขายินดีจะทำถ้าได้อยู่ใกล้ๆคนๆนั้นมากกว่าเดิม...บทเพลงยังคงดำเนินไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า..ผิดหรือเปล่านะ..ควรหรือเปล่า...ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า..ขอเพียงฝันอยู่ตรงนี้ไม่ผิดใช่ไหม
เหล่าคำรักที่แสนน่าอาย
กลางดึกคืนหนึ่งที่ฉันวางสายเธอไป
แม้จะบอกเธอไปว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม
แต่ความรู้สึกมันกำลังรุกเร้าหัวใจฉัน
คืนแล้วคืนเล่าที่ไม่ได้เจอเธอ
รอยยิ้มพวกนั้นมันกำลังเด่นชัดอยู่ในใจฉัน
อาจเป็นเพียงคำพูดธรรมดาๆ
ที่ทำให้เธอต้องร้องไห้อีกครั้ง
แต่ฉันอยากปกป้องเธอเอาไว้
Yes, two of us. Yes we can fall
in love
………..รอยยิ้มอันนั้น...มองอยู่ตรงนี้..อยากเป็นเจ้าของ
แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพ้อฝันชะมัด ไม่ใช่ซะหน่อย แค่ประทับใจมากกว่า
ห่างๆไปเดี๋ยวก็ลืม
“มองอะไร”
คนโดนมองถามเสียงขุ่น พอรู้สึกตัวก็หลบสายตาไม่ทันเสียแล้ว
“นายนี่น่ารักชะมัด”
บอกไปตรงๆ
“หยุดเลยนะ”
เสียงขุ่นๆกับท่าทางเขินๆ ทำให้คนพูดอดเขินไปด้วยไม่ได้
“เวลานายเขินนี่ยิ่ง...”
พูดไม่ทันจบอีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นมาปิดปากเสียแล้ว เขาหัวเราะหึๆในลำคอ
ไทกะค่อยๆลดมือลง ถอนหายใจ ไม่รู้จะรับมือหมอนี่ยังงัย
ถึงดูเหมือนจะสนิทกันดีแล้วก็เหอะ... บางทีก็กวนประสาทซะเล่นเอาปวดหัว
บางทีก็ใจดีซะจนเดาทางไม่ถูก ขนาดตัวเองเป็นคนเปลี่ยนอารมณ์ง่ายยังตามหมอนี่ไม่ทัน
“วันนี้ก็พยายามเข้านะ”
รอยยิ้มกรุ่มกริ่ม จริงๆแล้วหมอนี่เป็นคนยิ้มน่ารักมากๆ
ตอนเห็นครั้งแรกจำได้ว่ามีเขี้ยวทั้งสองข้างเวลายิ้มดูดี
แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะยิ้มน้อยลง คงเพราะเหล็กดัดฟัน แถมยังยิ้มไม่เต็มอีกตังหาก
“อึ่ม
สู้ๆ” ไทกะยิ้มบางๆ
“นายกำลังมีละครใช่ไหม”
ชิเมะเอ่ยถามแก้เขิน
“อึ่ม
ช่วงนายขึ้นเพลโซนก็คงได้เห็น แต่คงไม่ใช่บทเท่ห์ๆอย่างนาย”
พูดจบก็เลียนแบบท่าดีดนิ้วของชิเมะในละครที่เพิ่งจบไป..แถมยังทำหลายทีเสียด้วยสิ
“พอเลยๆ”
ชิเมะหน้าแดงแป๊ด
“เขินเหรอๆๆ” ไทกะได้ที
“ไม่ต้องเลย
ไปแต่งตัวได้แล้ว “ ชิเมะดุนหลัง ไทกะหัวเราะเสียงดัง
แหย่ชิเมะนี่สนุกดี เวลาหมอนี่เขินแล้วก้มหน้างุดแล้วหน้าแดงหูแดง ....นี่ถ้าไม่ได้หมอนี่อยุ่เป็นเพื่อนต้องแย่แน่ๆ
โชคดีจังที่โดนดึงมา..
“ถ้ามีเวลาชั้นจะไปดูนายนะ”
ไทกะโพร่งขึ้น ชิเมะตกใจเล็กน้อย และครางในลำคอเป็นการตอบรับ
“ชั้นก็จะรอดูนายเหมือนกัน”
ชิเมะยิ้ม
“ห้ามวิจารณ์นะ
คนอื่นไม่เป็นไร แต่นายนี่ห้ามเลย” ไทกะขู่ฟ่อ
ชิเมะไม่ตอบได้แต่หัวเราะขำๆ
คงอายหากจะพูดกันต่อหน้า..ปล่อยให้ไทกะหน้าคว่ำอยู่คนเดียว...ยิ้มกรุ่มกริ่ม
มองผ่านกระจก น่ารักเป็นบ้า ถ้าพูดออกไปต้องโดนโกรธแน่ๆ...ได้แต่ผิวปากอย่างอารมณ์ดี..
ปกติแล้วที่ห้องแต่งตัวจะมีโนเอรุด้วย
แต่หมอนั่นเอาแต่ไปคลุกอยู่กับพวกเด็กๆ กว่าจะกลับมาก็ก่อนการแสดงแค่ครึ่งชั่วโมง
ห้องนี้เลยเหมือนมีแค่พวกเขาสองคน
ช่วงนี้มีพวกรุ่นพี่ที่เห็นความน่ารักของไทกะชอบแวะเวียนมาแกล้งเป็นระยะๆแสดงถึงความสนิทสนมได้เป็นอย่างดี
ใครๆก็อยากเข้าใกล้
อยากเป็นเพื่อน อยากคุยด้วย
แต่เหมือนเจ้าตัวจะสร้างบาเรียเอาไว้เลยไม่ค่อยมีใครเข้ามา
จนกระทั่งชิเมะค่อยๆทำลายมันลงและคนอื่นๆเลยค่อยๆเข้ามา..
“พรุ่งนี้ชั้นต้องไปขึ้นเวทีคุริเอะ
นายว่างหรือเปล่า” ไทกะเอ่ยถามทำลายความเงียบ
“อึ่ม....ไม่ติดอะไรนี่
ทำไมเหรอ “ ชิเมะหันมาถาม
“เอ่อ..”
ไทกะอิดออด
“เดี๋ยวชั้นไปเป็นเพื่อนเอ้ย
ไปดูด้วยดีกว่า” ชิเมะรู้ทันเลยโพล่งขึ้นมาลอยๆ
“จริงเหรอ”
ไทกะทำท่าดีใจ ชิเมะอมยิ้ม เขารู้จักนิสัยไทกะดี หมอนี่ไม่ขอร้องใครเด็ดขาด
แต่ชิเมะก็มีวิธีรับมือในแบบของเขา ไทกะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี...อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องไปคนเดียว
.......................................................................
เพราะไม่เคยมาซ้อมเลย
หลังจากเลิกเอนบุโจ ไทกะก็มาที่เวทีเลย อย่างน้อยก็อยากจะซ้อมก่อนขึ้นเวทีบ้าง
ถึงแม้จะเล็กน้อย โทรถามรายละเอียดจากโคจิ คืนนี้ชิเมะมาอยู่เป็นเพื่อน
เขาเลยไม่รู้สึกเหงา ..นั่งรอจนเผลอหลับไป
นอกจากจะเหนื่อยเรื่องการแสดงแล้วยังต้องมาเป็นเพื่อนอีก
...คืนนี้ไทกะเลือกที่จะไม่กลับบ้าน..ซ้อมจนเลยเที่ยงคืน
จากนั้นก็เข้าไปนอนในห้องพัก เขานอนบนโซฟา ในขณะที่ชิเมะเอาผ้ามาปูนอนกับพื้น...
“เฮ้ย
ไม่...” จูริดุนหลังโคจิให้เข้าไปในห้อง โคจิหันมาทำท่าจุ๊ๆ
แล้วชี้ไปข้างใน จูริพยักหน้า ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง
ปล่อยให้ไทกะหลับสักพักคงไม่เป็นไร ทั้งคู่เลยเดินเลี่ยงออกมา
“สงสัยจะเหนื่อย”
จูริยิ้ม
“แหงล่ะ
ก็เวทีโน้นมันเบาซะเมื่อไหร่”
โคจิยักไหล่
“นั่นสิ
ว่าแต่วันนี้หมอนั่นมาด้วยใช่ไหม” จูริถาม
“อื่ม
แมสเสซมาบอกแล้วล่ะ นานๆจะเจอกันซะที” โคจิยิ้ม
“นั่นสิ
พอไม่มีอะไรทำด้วยกันก็เลย...” จูริหงอยลง
“พวกนายมายืนอะไรตรงนี้เนี่ย
“ ไทกะเดินออกจากห้องมา
“อ้าว
ตื่นแล้วเหรอ “ โคจิยิ้มกว้าง
“อึ่ม..เดี๋ยวไปล้างหน้าก่อน”
เกาหัวแกรกๆแล้วเดิน โดยมีชิเมะเดินตามหลังไป
“ดีแล้วเนอะที่มีเพื่อน”
โคจิหันมายิ้มกับจูริ
“อึ่ม
โลกส่วนตัวสูง คนเข้าหาได้นี่สุดยอด”
จูริหัวเราะ เดินนำหน้าโคจิเข้าไปในห้องแต่งตัว...
.......................................................................................................................
วันนี้หมอนั่นมาด้วย
..ไม่ได้คุยสนิทคุ้นเคยเหมือนเมื่อก่อน ในขณะเดียวกันเจสก็มาด้วย
วันนี้มากันครบทีม ไทกะรักเจสเพราะเจสน่ารัก พึ่งพาได้ ตอนอัดโชเนนก็มารับบ่อยๆ
เพราะรู้ว่าไทกะไปคนเดียว เจสก็รักไทกะแต่ทว่าก็รักโคจิมากว่าที่ไหนที่โคจิอยู่มักจะมีเจสอยู่ด้วยเสมอ
สองคนนี้ไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่ถ่ายละครด้วยกันจนถึงตอนนี้
มีเวลาก็ไปโน่นนี่ด้วยกัน โทรหากันประจำ ทั้งๆที้ไม่ค่อยได้ทำงานร่วมกันเท่าไหร่
เจสก้าวไปข้างหน้าแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะอิคนอร์กัน...
“พยายามเข้านะ
ชั้นจะไปนั่งดู” ชิเมะตบไหล่ไทกะเบาๆ
“อึ่ม..เลิกแล้วรอด้วยล่ะ”
ไทกะยิ้ม
“โอเค”
ชิเมะพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องแต่งตัว...ไทกะสูดหายใจเต็มปอด
วันนี้ต้องทำให้ดีที่สุด....โคจิชินให้กำลังใจไทกะ
พร้อมๆกับคอยบอกคิวกันตลอดเวลา...
...การแสดงอาจจะมีผิดพลาดบ้างเพราะไม่ได้ซ้อม
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแถมยังดูน่ารักอีกตังหาก...ไทกะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอื้
อีกสองชั่วโมงต้องกลับไปที่เวทีเอนบุโจ....หมอนั่นกลับไปแล้ว
ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย...ช่างเหอะ ทางใครทางมัน......
“ไม่รีบเดี๋ยวสายนะ”
ชิเมะยกนาฬิกาขึ้นดู
“อึ่มๆ”
ไทกะบิดขี้เกียจสองสามที
“วันนี้นายเจ๋งมาก”
ชิเมะชม
“บ้าชะมัด”
ไทกะเขิน “เดี๋ยวชั้นบอกพวกนั้นก่อน”
ไทกะลุกขึ้นเดินไปหา ชิน โคจิ จูริและเจสที่ยืนคุยกันอยู่ ทั้งหมดอาสาไปส่งขึ้นรถ
ตอนนี้เร็วที่สุดคงเป็นแท็กซี่ ชินเป็นคนเรียก ส่งสองหนุ่มขึ้นรถเสร็จก็กลับไปด้านในเหมือนเดิม..
“วันนี้ขอบคุณนะ”
ไทกะเอ่ยเบาๆ
“ไม่เห็นต้องเกรงใจนี่
“ ชิเมะยิ้มบางๆ
“ถึงจะบอกอย่างนั้นก็เหอะ”
ไทกะทำหน้าลำบากใจ
“ไม่ต้องเลย
ก็เราเป็นเพื่อนกันนิ่” ชิเมะบอกน้ำเสียงเบาหวิว
“บ้าชะมัด
นายนี่น่ารักสุดๆเลยอะ ทำงัยดี ห้ามยิ้มเลยนะ”
ไทกะรีบปราม
“ถ้าชั้นยิ้มจะทำไมเหรอ”
ชิเมะทำหน้าเจ้าเล่ห์
“ชั้นก็..ก็ๆๆ”
ไทกะตะกุกตะกัก
“ก็จะชอบขึ้นเรื่อยๆใช่ม้า
เจ้าบ้า ไม่ต้องพูดก็รู้อยู่แล้วน่า ไม่งั้นชั้นจะมาเฝ้านายทำไมล่ะ ไม่ต่างกันหรอก”
ชิเมะหัวเราะ
“นี่นายยยย”
ไทกะลากเสียง
“หยุดเลย
เอาล่ะวันนี้ก็พยายามกันอีกวัน คืนนี้จะได้นอนหลับสบายๆ นอนพื้นน่ะมันเมื่อย”
ชิเมะบิดตัว
“ขอโทษนะ”
ไทกะรู้สึกผิด
“ชั้นไม่อยากฟังคำขอโทษ
ช่วยเปลี่ยนมันเป็นคำอื่นได้มั้ย” ชิเมะยิ้ม
“ไม่มีทาง
“ ไทกะเสียงแข็ง
“ตามใจ
เดี๋ยวไม่ได้เจอกันอย่าบ่นแล้วกัน” ชิเมะขู่...
“ไม่บ่นหรอกน่า!”
“นายนี่ใจร้ายซะมัด
ชั้นไปชอบคนแบบนี้ได้ยังงัยเนี่ย จะเป็นลม”
ชิเมะยกมือขึ้นทาบหน้าผาก
“............>/////////////////<………”
“เคียวม๊ตจังเป็นอะไรหรือเปล่า
เป็นไข้หรือเปล่า”
ฟุกกะเดินเข้ามาสะกิด ยกมือขึ้นทาบหน้าผากไทกะ ไทกะสะดุ้ง พอได้สติเจ้าตัวแสบก็ไม่อยู่ซะแล้ววววว
“ชิมาคาเคะ
ริวยะ ชั้นจะฆ่านาย” เสียงไทกะตะโกนโหวกเหวก
แต่เจ้าตัวยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ในห้องแต่งตัวแล้วววว
PS.แต่งขึ้นจากความฟินของตัวเอง และแปลเพลงแบบมั่วๆ
ผู้รู้ให้อภัยกันเถิด โค้งรัวๆๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น