“เจ้าตัวเล็กมาแต่เช้าเชียวนะ”
มิวโตะยิ้มร่ามาแต่ไกลเมื่อเห็นชิเมะกะลังยืนกินขนมปังอยู่ที่ป้ายรถเมล์
หมอนี่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันอายุเท่ากันแต่ก็เรียกอย่างนี้มาจนติดปาก
เมื่อก่อนตัวพอๆกันเดี๋ยวนี้กลับดูหมอนี้ตัวเล็กลงๆ น่ารักเชียว
“นายไม่ต้องต้องมายิ้มระเรื่นเลย” ชิเมะหน้ายุ่ง
หมั่นใส้คนคนตัวสูง ไม่สุงมั่งให้มันรู้ไป
ขนมปังคำสุดท้ายถูกยัดเข้าปากเคี้ยวเสร็จก็กรอกนมสดเข้าไปอีก 1 ขวด
ชั้นจะสูงให้ดู ชิเมะคิดในใจ
ขอแค่อีกนิดเดียวก็ได้อย่าหยุดอยู่ตรงนี้มันไม่เท่ห์อะ
“ช่วงนี้เหนื่อยกันตลอดเลยเนอะ “ มิวโตะชวนคุย
“อื้อ ถึงบ้าชั้นนอนหลับปุ๋ยทุกที “ ชิเมะหัวเราะ
“เหมือนกันแหละ บางทีลืมอาบน้ำ “ มิวโตะหัวเราะ
“ชั้นว่านายชี้เกียวจมากกว่า”ชิเมะรู้ทัน
“เจ้าบ้าไม่ได้ลืม แต่เผลอหลับจนสว่าง “ มิวโตะเอื้อมมือไปคลอนหัวชิเมะเบาๆ ถึงหมอนี่จะตัวเล็กก็ไม่ได้หมายความว่าเล็กจนน่าทะนุถนอม ตรงกันข้ามกล้ามเนื้อที่เรียงรายอยู่บนร่างกายนั้นทำให้หมดนี่ดูบึกบึน ทั้งๆที่เมื่อก่อนทั้งตัวเล็กและบอบบางแค่ปีเดียวทำให้คนเปลี่ยนไปได้ขนาด นี้
“ชั้นต้องพยายามมากกว่าคนอื่น อย่างน้อยก็อยากมีแรงตามคนอื่นให้ทัน” ตอนนั้นสายตาชิเมะมุ่งมั่นมากจากทำให้มิวโตะตกหลุมรักได้ไม่ยาก ความอัจฉริยะของตัวเองมันทำให้เขาไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับชิเมะแล้วคนธรรมดาที่มีความพยายาม มันมีเสน่ห์เอามากๆ ยิ่งเวลาซ้อมสีหน้ามุ่งมั่น ร่างกายที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะ ทำให้เขาละสายตาไม่ได้ จนเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง ความผิดปกติที่บอกใครไม่ได้
“เอาล่ะเด็กๆ วันนี้เหมือนเคยนะ พยายามเข้าล่ะ “ ครูฝึกตบมือให้กำลังใจ วันนี้เริ่มเต้นสเต็ปใหม่ ทั้งรวดเร็วและแข็งแรง โนเอรุกับฮิโรกิ สองคนนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะขั้นเทพอยุ่แล้ว เขาเหลือบไปมองชิเมะ วันนี้ยังคงดูมุ่งมั่นเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าตัวไม่น้อยเมื่อมีการ Back flip เพราะชิเมะเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ทำไม่ได้ ทันทีที่พัก ชิเมะก็มานั่งถอนหายใจกับเรื่องที่ต้องทำ
“ใจเย็น อย่างนายเด๋วก็ทำได้” โนเอ้ให้กำลังใจ
“ใช่ๆ ชิเมะจังหัวไวอยู่แล้ว “ ฮิโรกิเข้ามาตบไหล่อีกคน
“เดี๋ยวชั้นสอนให้นายเองนะ “ มิวโตะขันอาสา
“จิงเหรอ ดีๆ สอนให้ทีนะ “ ทันทีพี่มิวโตะพูดจบ ชิเมะก็เข้ามากอดด้วยความดีใจ
“ต้องฝึกพิเศษแล้วนะ “ โนเอ้ว่า
“อื้อๆ ไม่เป็นไร แต่ว่าจะรบกวนนายหรือเปล่า “ ชิเมะเปลี่ยนสีหน้า
“ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก ชั้นพอมีเวลาว่าง พยายามด้วยกันนะ “ มิวโตะยกมือไปคลอนหัว นั่นคือครั้งแรกที่มิวโตะรู้สึกถึงเรื่องผิดปกติของตัวเอง การทำ Back flipไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนเพิ่งเริ่ม แต่พวกเขามีเทคนิคที่จำทำให้เป็นเร็วขึ้น ชิเมะไม่ใช่คนแรก ตั้งแต่เข้ามาเป็นแบ็คพวกเขาก็สอนเด็กๆมาหลายรุ่นแล้ว
“นายพักก่อนไหม “ มิวโตะถาม เมื่อเห็นชิเมะหอบด้วยความเหนื่อย เหงื่อไหลราวกับน้ำ เพราะความที่อยากทำให้ได้เร็วๆ ก็เลยซ้อมหนัก คนอื่นๆกลับไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่เขาสองคนที่ยังซ้อมกันอยุ่
“ขออีกเที่ยวนึงนะ” ชิเมะยิ้ม ปาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ตามใจแล้วกัน อย่าหักโหมมากล่ะ” มิวโตะเป็นห่วง
“อื้อ “ ชิเมะหัวเราะ ชิเมะเดินไปใกล้ๆมิวโตะ ยืนอยู่ในท่าพร้อมแล้วเริ่มฝึก Back flip โดยมีมิวโตะคอยออกแรงดันหลังให้ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปชิเมะนั่งทรุดลงกับพื้น มิวโตะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลากไปอาบน้ำเตรียมตัวกลับบ้าน
ชิเมะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มานั่งรอมิวโตะตรงหน้าล็อคเกอร์จนกระทั่งเผลอหลับ ไปด้วยความเหนื่อยล้า...มิวโตะเดินออกมาเจอชิเมะกำลังหลับปุ๋ย หน้าตาน่ารักราวกับเด็กๆทีเดียวแหละ เขาเอื้อมมือจะสะกิดแต่ก็รีบชักมือกลับ ก่อนจะลุกเข่าลงข้างๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆประทับริบฝีปากบนเรียวปากบางของชิเมะอย่างแผ่วเบา ....
“อ้าวเสร็จแล้วทำไมไม่เรียกอะ” ชิเมะลืมตาขึ้นมาเห็นมิวโตะนั่งอยู่ตรงข้าม
“เห็นนายกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก” มิวโตะยิ้มบางๆ
“บ้าจัง กลับกันเหอะ เดี๋ยวดึก” ชิเมะบิดขี้เกียจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าใบโตสะพายบ่า พยักหน้าเดินนำมิวโตะออกจากห้องไป
มิวโตะทิ้งกายลงนอนบนเตียง ใช้มือลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ ริมฝีปากนุ่มจังน้า คิดแค่นี้หัวใจก็เต้นโครมครามแล้วสิ เฮ้อเป็นเอามากแฮะ.....
“นายเจ๋งมากเลยอะมิวโตะ เล่นเบสได้ด้วย “ ชิเมะมองมิวโตะตาเป็นประกาย นอกจากมิวโตะจะเต้นเก่งแล้วยังเล่นดนตรีเก่งอีก ตัวก็สูง เขาเทียบอะไรไม่ได้เลย ทั้งโนเอ้และฮิโรกิต่างก็มีความสามารถหลากหลาย ชิเมะเลยต้องพยายามไม่ให้เป็นตัวถ่วงของทั้งสามคน หากชักช้างานจะไม่เดิน ทุกคนต่างก็ดีกับเขาเอามากๆ ถึงแม้จะเข้ามาใหม่แต่ก็ตั้งใจสอนอย่างดี พอคิดถึงตรงนี้ก็อดกังวลไม่ได้
“ก็ชั้นเรียนมานามแล้วน่ะ “ มิวโตะหัวเราะ
“ชั้นอยากเล่นม้างงงงง” ชิเมะทำหน้าเบ้
“ไม่ต้องหรอก แค่นี้นายก็เจ๋งแล้ว “ มิวโตะบอก โนเอ้กับฮิโรกิต่างพากันพยักหน้า
“นายเจ๋งมากเลยที่มาได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่เข้ามาไม่นาน “ โนเอ้ชม เป็นคำชมที่ปลื้มใจสุดๆ เพราะโนเอ้เปรียบเสมือนครุฝึกของพวกเขา หมอนี่เก่ง เร็ว และความจำดีมาก
“โนเอ้ ฮือๆๆๆ” ชิเมะเข้าไปกอดแกล้งร้องให้ ทั้งมิวโตะกับฮิโรกิพากันหัวเราะกับทาทางของชิเมะ
เพียงอาทิตย์เดียวชิเมะก็ทำ Back flip ได้ถือว่าเป็นเรื่องน่าทึง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าขึ้นแสดงบนเวทีแล้วจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาหรือ เปล่า อันนั้นแหละทำให้พวกเขากังวล
วันแสดงจริง....
ชิเมะยีนภาวนาอยู่ตรงข้างหลังเวที ขออย่าให้อะไรผิดพลาด ขออย่าให้ตื่นเต้น และขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี มิวโตะเดินเข้ามาหา เห็นท่าทางกังวลของชิเมะแล้วอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“ไม่เป็นไรนะ” มิวโตะบีบไหล่เบาๆ
“ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ตื่นเต้น “ ชิเมะยิ้มเจื่อน มิวโตะเอื้อมมือไปกุมมือชิเมะบีบเบาๆ ก่อนจะดึงร่างชิเมะเข้ามาใกล้ๆ ประทับรอยจูบบนหน้าผากชิเมะเบาๆ
“พยายามเข้านะ” มิวโตะยิ้ม ชิเมะตาโตด้วยความตกใจ อะไรกันเนี่ย แบบนี้ยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิมอีก เจ้าบ้า แต่ดูเหมือนว่าคนทำกลับยิ้มหน้าระรื่น
“นะ นะ นาย...” ชิเมะพูดอะไรไม่ออก
“เดี๋ยวแสดงเสร็จค่อยมาคุยกัน “ มิวโตะหัวเราะ ได้ยินเสียงประกาศเรียกให้แสดนบาย เลยทำให้พวกเขาต้องรีบวิ่งไปสมทบกับคนอื่นๆ ตอนนี้ชิเมะมีแต่เรื่องที่มิวโตะทำเต็มหัวสมองไปหมดจนลืมความตื่นเต้นที่จะ ทำ Back flip ครั้งแรกบนเวที
การแสดงจบลงด้วยดี ไม่มีข้อผิดพลาดแถมชิเมะยังได้รับคำชมจากรุ่นพี่อีก ทำให้เจ้าตัวยิ้มแก้มปริตั้งแต่การแสดงจบลง มิวโตะแอบมองปฎิกริยาเงียบๆ แต่หารู้ไม่ว่าไม่พ้นสายตาของโนเอ้เลยแม้แต่นิดเดียว
โนเอ้รุ้สึกว่าท่าทางเขินๆของชิเมะดูมีเสน่ห์เอามากๆ เด็กคนนี้เข้ามาร่วมก๊วนด้วยการคัดเลือกของครูฝึก เหตุผลเดียวที่ว่าเขาเป็นคนหัวไว ถึงแม้จะมีร่างกายที่บอกบางหากฝึกความแข็งแกร่งนิดหน่อยก็ทำงานได้แล้ว ก็เลยฝากฝังโนเอ้ให้ผึกสอนให้ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แค่ระยะเวลาไม่นานเด็กคนนี้ก็ก้าวหน้าพรวดๆ จนสามารถขึ้นมายืนเทียบชั้นกับพวกเขาได้ ไม่ธรรมดาเลย ดูอย่างเรื่องBack flip แค่ไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว แถมยังทำได้ดีเสียด้วยสิ ขนาดคนรั่วๆอย่างฮิโรกิยังเอ่ยชม แต่ที่น่าตกใจก็ตรงนี้มิวโตะอาสาสอนให้นี่แหละ มันแปลกดี เพราะปกติเจ้านี่ไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ ท่าทางเหมือนหยิ่งๆนั่นทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่กับชิเมะกลับเข้ากันได้ดีทีเดียว
“น่าทางนายแปลกๆนะ” ฮิโรกิเอ่ยถามเบาๆ เมื่อเห็นโนเอ้ยืนหน้ายุ่งอยุ่
“เปล่านี่” โนเอ้ปฏิเสะ นี่ท่าทางเขาดูออกงายขนาดนั้นเชียวเหรอ หันไปมองฮิโรกินิดนึง เขายักไหล่ไม่สนใจ พอเด็กๆเดินเข้ามาก็ตรงเข้าไปสอนเด็กๆเหมือนปกติ ปล่อยให้ฮิโรกิยืนเกาหัวแกร๊กๆ ส่วนชิเมะวันนี้มาถึงที่ซ้อมล่าช้ากว่าคนอื่นเพราะไปเรียน แต่ที่เลทกว่าก็คือมิวโตะเพราะไปทำงานก่อนช่วงเช้าและเข้ามาซ้อมช่วงบ่าย เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกมารวมกับเพื่อนๆ ช่วงค่ำมีการเสดงอีกรอบ นอกจากไม่ได้พักผ่อนแล้ว ทั้งเรื่องงานเรื่องเรียนต้องแบ่งเวลาเฉลี่ยกันไป เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่พวกเยาจะได้รับในฐานะนักแสดง ถึงไม่จะยังไม่โด่งดังอะไรเป็นแค่ติ่งแต่ก็น่าภูมิใจเพราะคนดูมันเป็นหมื่นๆ คนทีเดียว
“ชั้นอยากคลานกลับบ้าน “ ฮิโรกิลงไปคลานกลับพื้นหลังจากที่การแสดงจบลง แต่ละคนแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ คืนนี้กว่าจะได้กลับก็คงจะเที่ยงคืน
“ไหวไหมชิเมะ “ โนเอ้ถามยิ้มๆ ดูเหมือนชิเมะจะเข่าอ่อนทันทีที่ลงมาจากเวลา
“สบายมาก” ปากพูดไปแต่ยังหอมไม่หยุดเลย
“หมอนี่ชอบปากแข็ง “ มิวโตะหัวเราะ
“ไปอาบน้ำเสร็จแล้วไปหาอะไรกินกันดีกว่า พุ่งนี้งดหนึ่งวัน ตื่นสายได้” โนเอ้ชวน
“อื้อ ดีเหมือนกัน แต่พุ่งนี้ชั้นมีเรียนตอนเช้าอะดิ่ “ ฮิโรกินหน้าเบ้
“ของชั้นชั่วโมงดนตรีโดดได้” ชิเมะหัวเราะ
“นี่นายจะโดดอีกแล้วเหรอ” มิวโตะทุบหัวเบาๆ
“ป่าวซะหน่อย ชั้นหมายถึงถ้าไม่ไหว” ชิเมะตอบเสียงอ่อย โนเอ้หัวเราะขำๆ พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้แยกย้ายไปอาบน้ำ หากยังมัวแต่ยืนคุยกันรับรองคืนนี้ไม่ได้กลับกันแน่ๆ
หลังจากอาบน้ำเสร็จก็แวะไปกินรางเมงกันที่ร้านใกล้ๆโดม จากกันนันก็ยแกย้ายกันกลับ อีกไม่กี่วันก็ปิดเทอมหน้าร้อนแล้วฤดูการทำงานจะได้เริ่มอย่างเต็มที่เสียที สำหรับเด็กมอต้นที่จะก้าวย่างไปปลายกลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้อง เข้าศึกษาในระดับที่สูงกว่า....
ชิเมะเดินแยกจากเพื่อนๆเพราะกลับคนละทางกัน มิวโตะวิ่งตามมาเขาเปลี่ยนจากการขึ้นรถเมล์มาเป็นรถไฟใต้ดินแทนถึงจะเดิน ไกลกว่านิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
“ชิเมะ “ มิวโตะวิ่งเข้ามาหาขณะที่ชิเมะกำลังเก้ๆกังๆอยู่ตรงทางเข้า ดึกแล้วไม่ค่อยมีคน ทางเช้าเลยโล่ง ชิเมะหันมามองตามเสียงก่อนจะยิ้มแหยะ
“ชั้นกำลังลำบากพอดีเลย “ ชิเมะยกกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าตามเดิม
“ลำบาก “ มิวโตะเลิ่กคิ้ว
“ชั้นลืมกระเป๋าตังค์ไว้ในล็อคเก้อร์อะ” ชิเมะทำหน้าเซ็ง
“อ้าวเหรอ ไม่เป็นไร เอาจากชั้นก่อนก็ได้ เท่าไหร่ล่ะ “ มิวโตะล้วงหยิบตังค์ในกระเป๋า ก่อนจะหัวเราะแห้งๆเพราะมีตังค์เหลืออยู่หน่อยเดียวเหมือนกัน ถ้าขึ้นรถเมล์ใช้ตั๋วเดือนได้ แต่ถ้าขึ้นรถไฟนี่ต้องจ่ายตังค์ตะหาก เลยไม่ได้เตรียมเอาไว้
“พอจะไปถึงบ้านนายไหมล่ะ “ มิวโตะเกาคาง
“ถึงอยู่นะ เหลืออีกสามร้อยเยน นายไปลงที่บ้านชั้นได้ไหม เดี๋ยวชั้นเอาที่บ้านให้ “ ชิเมะสรุป
“มันก็น่าจะเป็นเอย่างนั้น “ มิวโตะยิ้ม ทั้งคู่เลยเดินไปที่ตุ้ขายตั๋วอัตฺโนมัติกดไปลงที่แถวบ้านชิเมะ เพื่อแวะไปเอาตังค์ ..ปกติสองคนนี้ไม่ใช่คนช่างคุยเท่าไหร่พอขึ้นรถคุยกันสักพักก็ต่างคนต่าง เงียบ เมื่อไม่มีเรื่องคุยก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นมาซะงั้น
“บ๊องชะมัด” มิวโตะบ่น
“นายก็เหมือนกันแหละ “ ชิเมะหัวเราะขำ
“เราสองคนไม่ใช่คนคุยเก่ง จะให้คุยน้ำไหลไฟดับเหมือนฮิโรกิคงไม่ได้”
“นั้นสินะ”มิวโตะยิ้ม เขาชอบมองเวลาชิเมะยิ้ม รอยยิ้มที่ดูสดใจ ทุกครั้งที่ได้เห็น ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่คิดอย่างนั้นคนอื่นๆในกลุ่มก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เวลาชิเมะยิ้มจะดูน่ารักมากๆ
ทั้งคู่เงียบจนกระทั้งถึงบ้านของชิเมะ โชคร้ายวันนี้ไม่มีคนอยู่บ้านเลยและโชคดีที่มีมิวโตะมาที่บ้านด้วย ก็ชิเมะน่ะเป็นคนกลัวผีเอามากๆ อยู่บ้านคนเดียวได้ที่ไหนกัน พอเห็นข้อความที่แปะเอาไว้ตรงกระดานแล้วเข่าแทบทรุด ตอนไปหยิบเงินมาให้มิวโตะก็ทำท่าพิรี้พิไรคุยโน่นคุยนี่จนกระทั่งฝนเทลงมา สุดท้ายมิวโตะต้องโทรไปบอกที่บ้านว่าติดฝนอยู่ที่บ้านชิเมะ คงต้องค้างเพราะเลยเที่ยงคืนแล้ว ให้กลับแท็กซี่คงไม่ไหว
“นายนี่เหมือนเด็กเลยน้า”มิวโตะหัวเราะ
“ถือว่าสูงหน่อยเดียวทำเป็น”ชิเมะย่นจมูก
“ไม่หน่อยล่ะ “ ว่าแล้วก็เอามือทาบบนหัวชิเมะ แล้วถึงมากชิดอก แถมยังเอาคางเกยหัวเอาไว้อีก ชิเมะได้ยินเสียงหัวใจมิวเต้นตึกตัก เลยรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ค่อยๆดันตัวเองออกจากอกอุ่น
“ชั้นก็พยายามสูงแล้วนะ แต่บ้านชั้นไม่มีใครสูงนี่” ชิเมะบอกเสียงอ่อน
“นายสูงแค่นี้พอแล้ว “ มิวโตะยีหัวเบาๆ “น่ารักดีออก เจ้าตัวเล็ก “ มิวโตะยิ้มบางๆ จนชิเมะตาค้าง หมอนี่นอกจากจะสูงแสล้วยังหล่อเป็นบ้า นี่เขาไม่ได้ครึ่งเลยนะเนี่ย..ในกลุ่มเขาเป็นคนตัวเล็กที่สุดไม่ว่าจะเป็นโน เอ้หรือฮิโรกิ ต่างก็สูงปรี๋ดทั้งนั้น ส่วนหมอนี่ไม่อยากพูดถึงเลย
“นายไปนอนที่ห้องชั้นแล้วกันนะ แต่คงต้องเอาที่นอนปูกับพื้น เพราะเตียงชั้นเล็ก” ชิเมะหัวเราะก่อนจะเดินนำขึ้นไปบนห้อง..มิวโตะเดินตามขึ้นไปต้อยๆ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพิ่งมาบ้านชิเมะเป็นครั้งแรก ที่สำคัญต้องมานอนค้างด้วย
ห้องสมกับเป็นผู้ชายจริงๆด้วย ตรงปลายเตียงมีดัมเบลวางอยู่สองอัน คงใช้ออกกำลังกายอยู่ตลอดละมัง จะว่าไปช่วงนี้ชิเมะดูหนาขึ้นกว่าแต่ก่อนแยะ อย่างเขาเองดูมีกล้ามเนื้อมากขึ้นแต่ไม่ได้ดูมากมายเหมือนชิเมะ
“แค่นี้คงได้เนอะ “ ชิเมะวางผ้าห่มกับหมอนเอาไว้ หลังจากที่ปูที่นอนเสร็จ
“แค่นี้ก็พอแล้ว “ มิวโต๊ะยิ้มตาหยี
“พรุ่งนี้ต้องไปซ้อมกันแต่เช้า นายอาบน้ำมาแล้วใช่ไหม “ ชิเมะเอ่ยถาม
“อึ่ม รู้สึกง่วงๆเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์นะ” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนอน ไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงกรนครอก สงสัยจะง่วงจริงๆ ชิเมะเดินสำรวจห้อง เดินลงไปข้างล่าง ตรวจความเรียบร้อยของบ้านอีกที ก่อนจะกลับขึ้นมาในช่วงเวลาไม่กี่นาที เหลือบไปมองคนที่นอนอยุ่หลับไม่ไหวติง เขาเอนกายลงนอนช้าๆ ก่อนจะปิดไฟที่หัวเตียง
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ ได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นของใคร มันเต้นดังจนหนวกหู จนนอนไม่หลับ เขาพลิกตัวแล้วพลิกตัวอีก ผุดลุกผุดนั่ง ส่วนคนที่นอนอยู่ก็หลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องอะไรเลย แสงจันทร์สลัวๆ ส่องเล็ดลอดมาทางหน้าต่าง เขาท้าวคางมองหน้าคนที่หลับอยู่ ค่อยๆ ยื่นมือไปแตะริมฝีปากเบาๆ แล้วแตะริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะตอนหายใจอย่างหนักหน่วง ทำอะไรบ้าๆลงไปแล้วสินะ
“จะโดยเกลียดมั้ยนะ” เขาพรึมพรำกับตัวเอง
ใบหน้าที่กลับไหลดูอ่อนโยนลง ปกติเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่รู้สึก ได้แต่ชื่นชมคนอื่นๆ ทั้งๆที่ตัวเองออกจากหน้าตาหล่อเหลา เขาเอื้อมมือไปลูบแก้มเบาๆ ทำยังงัยถึงจะข่มตาหลับลงกันนะ....
“นายไม่ง่วงหรืองัย” เสียงดังเล็ดลอดจากปากสวย ทำให้เขาสะดุ้ง
“นาย ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ “ เขาลนลาน
“ตั้งแต่ต้นนั้นแหละ” ชิเมะลุกขึ้นนั่ง มิวโตะผวา ไม่รู้จะทำตัวยังงัยดี
“แล้วๆๆ “ มิวโตะละล่ำละลอก
“ไม่ต้องแล้ว กำลังจะถามอยุ่ ว่านายนี่ชอบชั้นหรือเปล่า เวลาซ้อมทีไรเป็นต้องขโมยจูบชั้นทุกที “ ชิเมะปัดจมุก
“เอ๋ๆๆ “ มิวโตะหน้าแดงก่ำ ตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกจริงๆ
“ไหนหันมาซิ “ ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปจับแก้มสองข้างให้หันมาหาตัวเอง
“นายชอบชั้นใช่มั้ย” ชิเมะพูดช้าๆ ชัดๆ มิวโตะ ไม่ตอบได้แต่พยักหน้าช้าๆ ชิเมะถอนหายใจ ค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ประทับรอยจูบบนปากบางเบาๆ
“เอาล่ะ ทีนี้ก็นอนได้แล้วนะ รับทราบแล้วครับผม “ ชิเมะหัวเราะ ส่วนมิวโตะงงเป็นไก่ตาแตก
“ทำไม” มิวโตะจะพูดต่อ แต่ชิเมะกอดเอาไว้ ค่อยๆรั้งตัวให้นอนลง ก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา “ไม่ต้องคิดล่ะ นอนพักกันดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยไปบอกโนเอ้กับฮิโรกิ ว่าชั้นจองนาย” อ้อมแขนที่กอดเขาเอาไว้ทำให้มิวโตะทั้งงงทั้งดีใจ แต่เดี๋ยวก่อนที่เขาคิดไว้มันไม่ใช่อย่างนี้นี่ ชิเมะต้องเรียบร้อยและเค้าต้องเป็นฝ่าย.. ไม่ใช่ละมั้งตอนนี้มันกลับกันไปหมดแล้ว
“ถ้านายยังไม่นอน ชั้นปล้ำนายจริงๆ “ เสียงกระซิบ ทำให้มิวโตะหลับตาปี๋ ใครจะไม่กลัวล่ะ ก็หมอนี่เคยพูดเล่นซะที่ไหน พระเจ้า ทำให้ผมสุขและก็ทุกข์ในเวลาเดียวกัน นี่ถ้าไม่ใช่ชิเมะที่ผมหลงรักละก็ ไม่มีวันซะหรอก
“อยากลอง”
“ป่าวคร๊าบ”
“งั้นนอน ฝันดีนะที่รัก”
“ช่วงนี้เหนื่อยกันตลอดเลยเนอะ “ มิวโตะชวนคุย
“อื้อ ถึงบ้าชั้นนอนหลับปุ๋ยทุกที “ ชิเมะหัวเราะ
“เหมือนกันแหละ บางทีลืมอาบน้ำ “ มิวโตะหัวเราะ
“ชั้นว่านายชี้เกียวจมากกว่า”ชิเมะรู้ทัน
“เจ้าบ้าไม่ได้ลืม แต่เผลอหลับจนสว่าง “ มิวโตะเอื้อมมือไปคลอนหัวชิเมะเบาๆ ถึงหมอนี่จะตัวเล็กก็ไม่ได้หมายความว่าเล็กจนน่าทะนุถนอม ตรงกันข้ามกล้ามเนื้อที่เรียงรายอยู่บนร่างกายนั้นทำให้หมดนี่ดูบึกบึน ทั้งๆที่เมื่อก่อนทั้งตัวเล็กและบอบบางแค่ปีเดียวทำให้คนเปลี่ยนไปได้ขนาด นี้
“ชั้นต้องพยายามมากกว่าคนอื่น อย่างน้อยก็อยากมีแรงตามคนอื่นให้ทัน” ตอนนั้นสายตาชิเมะมุ่งมั่นมากจากทำให้มิวโตะตกหลุมรักได้ไม่ยาก ความอัจฉริยะของตัวเองมันทำให้เขาไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคนอื่น แต่สำหรับชิเมะแล้วคนธรรมดาที่มีความพยายาม มันมีเสน่ห์เอามากๆ ยิ่งเวลาซ้อมสีหน้ามุ่งมั่น ร่างกายที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะ ทำให้เขาละสายตาไม่ได้ จนเขาเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง ความผิดปกติที่บอกใครไม่ได้
“เอาล่ะเด็กๆ วันนี้เหมือนเคยนะ พยายามเข้าล่ะ “ ครูฝึกตบมือให้กำลังใจ วันนี้เริ่มเต้นสเต็ปใหม่ ทั้งรวดเร็วและแข็งแรง โนเอรุกับฮิโรกิ สองคนนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะขั้นเทพอยุ่แล้ว เขาเหลือบไปมองชิเมะ วันนี้ยังคงดูมุ่งมั่นเหมือนเคย แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะสร้างความลำบากใจให้กับเจ้าตัวไม่น้อยเมื่อมีการ Back flip เพราะชิเมะเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มที่ทำไม่ได้ ทันทีที่พัก ชิเมะก็มานั่งถอนหายใจกับเรื่องที่ต้องทำ
“ใจเย็น อย่างนายเด๋วก็ทำได้” โนเอ้ให้กำลังใจ
“ใช่ๆ ชิเมะจังหัวไวอยู่แล้ว “ ฮิโรกิเข้ามาตบไหล่อีกคน
“เดี๋ยวชั้นสอนให้นายเองนะ “ มิวโตะขันอาสา
“จิงเหรอ ดีๆ สอนให้ทีนะ “ ทันทีพี่มิวโตะพูดจบ ชิเมะก็เข้ามากอดด้วยความดีใจ
“ต้องฝึกพิเศษแล้วนะ “ โนเอ้ว่า
“อื้อๆ ไม่เป็นไร แต่ว่าจะรบกวนนายหรือเปล่า “ ชิเมะเปลี่ยนสีหน้า
“ไม่เอาน่าอย่าคิดมาก ชั้นพอมีเวลาว่าง พยายามด้วยกันนะ “ มิวโตะยกมือไปคลอนหัว นั่นคือครั้งแรกที่มิวโตะรู้สึกถึงเรื่องผิดปกติของตัวเอง การทำ Back flipไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนเพิ่งเริ่ม แต่พวกเขามีเทคนิคที่จำทำให้เป็นเร็วขึ้น ชิเมะไม่ใช่คนแรก ตั้งแต่เข้ามาเป็นแบ็คพวกเขาก็สอนเด็กๆมาหลายรุ่นแล้ว
“นายพักก่อนไหม “ มิวโตะถาม เมื่อเห็นชิเมะหอบด้วยความเหนื่อย เหงื่อไหลราวกับน้ำ เพราะความที่อยากทำให้ได้เร็วๆ ก็เลยซ้อมหนัก คนอื่นๆกลับไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่เขาสองคนที่ยังซ้อมกันอยุ่
“ขออีกเที่ยวนึงนะ” ชิเมะยิ้ม ปาดเช็ดเหงื่อบนใบหน้า
“ตามใจแล้วกัน อย่าหักโหมมากล่ะ” มิวโตะเป็นห่วง
“อื้อ “ ชิเมะหัวเราะ ชิเมะเดินไปใกล้ๆมิวโตะ ยืนอยู่ในท่าพร้อมแล้วเริ่มฝึก Back flip โดยมีมิวโตะคอยออกแรงดันหลังให้ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปชิเมะนั่งทรุดลงกับพื้น มิวโตะหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลากไปอาบน้ำเตรียมตัวกลับบ้าน
ชิเมะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มานั่งรอมิวโตะตรงหน้าล็อคเกอร์จนกระทั่งเผลอหลับ ไปด้วยความเหนื่อยล้า...มิวโตะเดินออกมาเจอชิเมะกำลังหลับปุ๋ย หน้าตาน่ารักราวกับเด็กๆทีเดียวแหละ เขาเอื้อมมือจะสะกิดแต่ก็รีบชักมือกลับ ก่อนจะลุกเข่าลงข้างๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆประทับริบฝีปากบนเรียวปากบางของชิเมะอย่างแผ่วเบา ....
“อ้าวเสร็จแล้วทำไมไม่เรียกอะ” ชิเมะลืมตาขึ้นมาเห็นมิวโตะนั่งอยู่ตรงข้าม
“เห็นนายกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก” มิวโตะยิ้มบางๆ
“บ้าจัง กลับกันเหอะ เดี๋ยวดึก” ชิเมะบิดขี้เกียจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าใบโตสะพายบ่า พยักหน้าเดินนำมิวโตะออกจากห้องไป
มิวโตะทิ้งกายลงนอนบนเตียง ใช้มือลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ ริมฝีปากนุ่มจังน้า คิดแค่นี้หัวใจก็เต้นโครมครามแล้วสิ เฮ้อเป็นเอามากแฮะ.....
“นายเจ๋งมากเลยอะมิวโตะ เล่นเบสได้ด้วย “ ชิเมะมองมิวโตะตาเป็นประกาย นอกจากมิวโตะจะเต้นเก่งแล้วยังเล่นดนตรีเก่งอีก ตัวก็สูง เขาเทียบอะไรไม่ได้เลย ทั้งโนเอ้และฮิโรกิต่างก็มีความสามารถหลากหลาย ชิเมะเลยต้องพยายามไม่ให้เป็นตัวถ่วงของทั้งสามคน หากชักช้างานจะไม่เดิน ทุกคนต่างก็ดีกับเขาเอามากๆ ถึงแม้จะเข้ามาใหม่แต่ก็ตั้งใจสอนอย่างดี พอคิดถึงตรงนี้ก็อดกังวลไม่ได้
“ก็ชั้นเรียนมานามแล้วน่ะ “ มิวโตะหัวเราะ
“ชั้นอยากเล่นม้างงงงง” ชิเมะทำหน้าเบ้
“ไม่ต้องหรอก แค่นี้นายก็เจ๋งแล้ว “ มิวโตะบอก โนเอ้กับฮิโรกิต่างพากันพยักหน้า
“นายเจ๋งมากเลยที่มาได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่เข้ามาไม่นาน “ โนเอ้ชม เป็นคำชมที่ปลื้มใจสุดๆ เพราะโนเอ้เปรียบเสมือนครุฝึกของพวกเขา หมอนี่เก่ง เร็ว และความจำดีมาก
“โนเอ้ ฮือๆๆๆ” ชิเมะเข้าไปกอดแกล้งร้องให้ ทั้งมิวโตะกับฮิโรกิพากันหัวเราะกับทาทางของชิเมะ
เพียงอาทิตย์เดียวชิเมะก็ทำ Back flip ได้ถือว่าเป็นเรื่องน่าทึง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าขึ้นแสดงบนเวทีแล้วจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาหรือ เปล่า อันนั้นแหละทำให้พวกเขากังวล
วันแสดงจริง....
ชิเมะยีนภาวนาอยู่ตรงข้างหลังเวที ขออย่าให้อะไรผิดพลาด ขออย่าให้ตื่นเต้น และขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี มิวโตะเดินเข้ามาหา เห็นท่าทางกังวลของชิเมะแล้วอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“ไม่เป็นไรนะ” มิวโตะบีบไหล่เบาๆ
“ตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้ตื่นเต้น “ ชิเมะยิ้มเจื่อน มิวโตะเอื้อมมือไปกุมมือชิเมะบีบเบาๆ ก่อนจะดึงร่างชิเมะเข้ามาใกล้ๆ ประทับรอยจูบบนหน้าผากชิเมะเบาๆ
“พยายามเข้านะ” มิวโตะยิ้ม ชิเมะตาโตด้วยความตกใจ อะไรกันเนี่ย แบบนี้ยิ่งตื่นเต้นหนักกว่าเดิมอีก เจ้าบ้า แต่ดูเหมือนว่าคนทำกลับยิ้มหน้าระรื่น
“นะ นะ นาย...” ชิเมะพูดอะไรไม่ออก
“เดี๋ยวแสดงเสร็จค่อยมาคุยกัน “ มิวโตะหัวเราะ ได้ยินเสียงประกาศเรียกให้แสดนบาย เลยทำให้พวกเขาต้องรีบวิ่งไปสมทบกับคนอื่นๆ ตอนนี้ชิเมะมีแต่เรื่องที่มิวโตะทำเต็มหัวสมองไปหมดจนลืมความตื่นเต้นที่จะ ทำ Back flip ครั้งแรกบนเวที
การแสดงจบลงด้วยดี ไม่มีข้อผิดพลาดแถมชิเมะยังได้รับคำชมจากรุ่นพี่อีก ทำให้เจ้าตัวยิ้มแก้มปริตั้งแต่การแสดงจบลง มิวโตะแอบมองปฎิกริยาเงียบๆ แต่หารู้ไม่ว่าไม่พ้นสายตาของโนเอ้เลยแม้แต่นิดเดียว
โนเอ้รุ้สึกว่าท่าทางเขินๆของชิเมะดูมีเสน่ห์เอามากๆ เด็กคนนี้เข้ามาร่วมก๊วนด้วยการคัดเลือกของครูฝึก เหตุผลเดียวที่ว่าเขาเป็นคนหัวไว ถึงแม้จะมีร่างกายที่บอกบางหากฝึกความแข็งแกร่งนิดหน่อยก็ทำงานได้แล้ว ก็เลยฝากฝังโนเอ้ให้ผึกสอนให้ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แค่ระยะเวลาไม่นานเด็กคนนี้ก็ก้าวหน้าพรวดๆ จนสามารถขึ้นมายืนเทียบชั้นกับพวกเขาได้ ไม่ธรรมดาเลย ดูอย่างเรื่องBack flip แค่ไม่กี่วันก็ทำได้แล้ว แถมยังทำได้ดีเสียด้วยสิ ขนาดคนรั่วๆอย่างฮิโรกิยังเอ่ยชม แต่ที่น่าตกใจก็ตรงนี้มิวโตะอาสาสอนให้นี่แหละ มันแปลกดี เพราะปกติเจ้านี่ไม่ค่อยสนใจใครเท่าไหร่ ท่าทางเหมือนหยิ่งๆนั่นทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่กับชิเมะกลับเข้ากันได้ดีทีเดียว
“น่าทางนายแปลกๆนะ” ฮิโรกิเอ่ยถามเบาๆ เมื่อเห็นโนเอ้ยืนหน้ายุ่งอยุ่
“เปล่านี่” โนเอ้ปฏิเสะ นี่ท่าทางเขาดูออกงายขนาดนั้นเชียวเหรอ หันไปมองฮิโรกินิดนึง เขายักไหล่ไม่สนใจ พอเด็กๆเดินเข้ามาก็ตรงเข้าไปสอนเด็กๆเหมือนปกติ ปล่อยให้ฮิโรกิยืนเกาหัวแกร๊กๆ ส่วนชิเมะวันนี้มาถึงที่ซ้อมล่าช้ากว่าคนอื่นเพราะไปเรียน แต่ที่เลทกว่าก็คือมิวโตะเพราะไปทำงานก่อนช่วงเช้าและเข้ามาซ้อมช่วงบ่าย เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกมารวมกับเพื่อนๆ ช่วงค่ำมีการเสดงอีกรอบ นอกจากไม่ได้พักผ่อนแล้ว ทั้งเรื่องงานเรื่องเรียนต้องแบ่งเวลาเฉลี่ยกันไป เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่พวกเยาจะได้รับในฐานะนักแสดง ถึงไม่จะยังไม่โด่งดังอะไรเป็นแค่ติ่งแต่ก็น่าภูมิใจเพราะคนดูมันเป็นหมื่นๆ คนทีเดียว
“ชั้นอยากคลานกลับบ้าน “ ฮิโรกิลงไปคลานกลับพื้นหลังจากที่การแสดงจบลง แต่ละคนแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือ คืนนี้กว่าจะได้กลับก็คงจะเที่ยงคืน
“ไหวไหมชิเมะ “ โนเอ้ถามยิ้มๆ ดูเหมือนชิเมะจะเข่าอ่อนทันทีที่ลงมาจากเวลา
“สบายมาก” ปากพูดไปแต่ยังหอมไม่หยุดเลย
“หมอนี่ชอบปากแข็ง “ มิวโตะหัวเราะ
“ไปอาบน้ำเสร็จแล้วไปหาอะไรกินกันดีกว่า พุ่งนี้งดหนึ่งวัน ตื่นสายได้” โนเอ้ชวน
“อื้อ ดีเหมือนกัน แต่พุ่งนี้ชั้นมีเรียนตอนเช้าอะดิ่ “ ฮิโรกินหน้าเบ้
“ของชั้นชั่วโมงดนตรีโดดได้” ชิเมะหัวเราะ
“นี่นายจะโดดอีกแล้วเหรอ” มิวโตะทุบหัวเบาๆ
“ป่าวซะหน่อย ชั้นหมายถึงถ้าไม่ไหว” ชิเมะตอบเสียงอ่อย โนเอ้หัวเราะขำๆ พยักหน้าเป็นเชิงบอกให้แยกย้ายไปอาบน้ำ หากยังมัวแต่ยืนคุยกันรับรองคืนนี้ไม่ได้กลับกันแน่ๆ
หลังจากอาบน้ำเสร็จก็แวะไปกินรางเมงกันที่ร้านใกล้ๆโดม จากกันนันก็ยแกย้ายกันกลับ อีกไม่กี่วันก็ปิดเทอมหน้าร้อนแล้วฤดูการทำงานจะได้เริ่มอย่างเต็มที่เสียที สำหรับเด็กมอต้นที่จะก้าวย่างไปปลายกลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้อง เข้าศึกษาในระดับที่สูงกว่า....
ชิเมะเดินแยกจากเพื่อนๆเพราะกลับคนละทางกัน มิวโตะวิ่งตามมาเขาเปลี่ยนจากการขึ้นรถเมล์มาเป็นรถไฟใต้ดินแทนถึงจะเดิน ไกลกว่านิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
“ชิเมะ “ มิวโตะวิ่งเข้ามาหาขณะที่ชิเมะกำลังเก้ๆกังๆอยู่ตรงทางเข้า ดึกแล้วไม่ค่อยมีคน ทางเช้าเลยโล่ง ชิเมะหันมามองตามเสียงก่อนจะยิ้มแหยะ
“ชั้นกำลังลำบากพอดีเลย “ ชิเมะยกกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าตามเดิม
“ลำบาก “ มิวโตะเลิ่กคิ้ว
“ชั้นลืมกระเป๋าตังค์ไว้ในล็อคเก้อร์อะ” ชิเมะทำหน้าเซ็ง
“อ้าวเหรอ ไม่เป็นไร เอาจากชั้นก่อนก็ได้ เท่าไหร่ล่ะ “ มิวโตะล้วงหยิบตังค์ในกระเป๋า ก่อนจะหัวเราะแห้งๆเพราะมีตังค์เหลืออยู่หน่อยเดียวเหมือนกัน ถ้าขึ้นรถเมล์ใช้ตั๋วเดือนได้ แต่ถ้าขึ้นรถไฟนี่ต้องจ่ายตังค์ตะหาก เลยไม่ได้เตรียมเอาไว้
“พอจะไปถึงบ้านนายไหมล่ะ “ มิวโตะเกาคาง
“ถึงอยู่นะ เหลืออีกสามร้อยเยน นายไปลงที่บ้านชั้นได้ไหม เดี๋ยวชั้นเอาที่บ้านให้ “ ชิเมะสรุป
“มันก็น่าจะเป็นเอย่างนั้น “ มิวโตะยิ้ม ทั้งคู่เลยเดินไปที่ตุ้ขายตั๋วอัตฺโนมัติกดไปลงที่แถวบ้านชิเมะ เพื่อแวะไปเอาตังค์ ..ปกติสองคนนี้ไม่ใช่คนช่างคุยเท่าไหร่พอขึ้นรถคุยกันสักพักก็ต่างคนต่าง เงียบ เมื่อไม่มีเรื่องคุยก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นมาซะงั้น
“บ๊องชะมัด” มิวโตะบ่น
“นายก็เหมือนกันแหละ “ ชิเมะหัวเราะขำ
“เราสองคนไม่ใช่คนคุยเก่ง จะให้คุยน้ำไหลไฟดับเหมือนฮิโรกิคงไม่ได้”
“นั้นสินะ”มิวโตะยิ้ม เขาชอบมองเวลาชิเมะยิ้ม รอยยิ้มที่ดูสดใจ ทุกครั้งที่ได้เห็น ไม่ใช่เขาคนเดียวหรอกที่คิดอย่างนั้นคนอื่นๆในกลุ่มก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เวลาชิเมะยิ้มจะดูน่ารักมากๆ
ทั้งคู่เงียบจนกระทั้งถึงบ้านของชิเมะ โชคร้ายวันนี้ไม่มีคนอยู่บ้านเลยและโชคดีที่มีมิวโตะมาที่บ้านด้วย ก็ชิเมะน่ะเป็นคนกลัวผีเอามากๆ อยู่บ้านคนเดียวได้ที่ไหนกัน พอเห็นข้อความที่แปะเอาไว้ตรงกระดานแล้วเข่าแทบทรุด ตอนไปหยิบเงินมาให้มิวโตะก็ทำท่าพิรี้พิไรคุยโน่นคุยนี่จนกระทั่งฝนเทลงมา สุดท้ายมิวโตะต้องโทรไปบอกที่บ้านว่าติดฝนอยู่ที่บ้านชิเมะ คงต้องค้างเพราะเลยเที่ยงคืนแล้ว ให้กลับแท็กซี่คงไม่ไหว
“นายนี่เหมือนเด็กเลยน้า”มิวโตะหัวเราะ
“ถือว่าสูงหน่อยเดียวทำเป็น”ชิเมะย่นจมูก
“ไม่หน่อยล่ะ “ ว่าแล้วก็เอามือทาบบนหัวชิเมะ แล้วถึงมากชิดอก แถมยังเอาคางเกยหัวเอาไว้อีก ชิเมะได้ยินเสียงหัวใจมิวเต้นตึกตัก เลยรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ค่อยๆดันตัวเองออกจากอกอุ่น
“ชั้นก็พยายามสูงแล้วนะ แต่บ้านชั้นไม่มีใครสูงนี่” ชิเมะบอกเสียงอ่อน
“นายสูงแค่นี้พอแล้ว “ มิวโตะยีหัวเบาๆ “น่ารักดีออก เจ้าตัวเล็ก “ มิวโตะยิ้มบางๆ จนชิเมะตาค้าง หมอนี่นอกจากจะสูงแสล้วยังหล่อเป็นบ้า นี่เขาไม่ได้ครึ่งเลยนะเนี่ย..ในกลุ่มเขาเป็นคนตัวเล็กที่สุดไม่ว่าจะเป็นโน เอ้หรือฮิโรกิ ต่างก็สูงปรี๋ดทั้งนั้น ส่วนหมอนี่ไม่อยากพูดถึงเลย
“นายไปนอนที่ห้องชั้นแล้วกันนะ แต่คงต้องเอาที่นอนปูกับพื้น เพราะเตียงชั้นเล็ก” ชิเมะหัวเราะก่อนจะเดินนำขึ้นไปบนห้อง..มิวโตะเดินตามขึ้นไปต้อยๆ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพิ่งมาบ้านชิเมะเป็นครั้งแรก ที่สำคัญต้องมานอนค้างด้วย
ห้องสมกับเป็นผู้ชายจริงๆด้วย ตรงปลายเตียงมีดัมเบลวางอยู่สองอัน คงใช้ออกกำลังกายอยู่ตลอดละมัง จะว่าไปช่วงนี้ชิเมะดูหนาขึ้นกว่าแต่ก่อนแยะ อย่างเขาเองดูมีกล้ามเนื้อมากขึ้นแต่ไม่ได้ดูมากมายเหมือนชิเมะ
“แค่นี้คงได้เนอะ “ ชิเมะวางผ้าห่มกับหมอนเอาไว้ หลังจากที่ปูที่นอนเสร็จ
“แค่นี้ก็พอแล้ว “ มิวโต๊ะยิ้มตาหยี
“พรุ่งนี้ต้องไปซ้อมกันแต่เช้า นายอาบน้ำมาแล้วใช่ไหม “ ชิเมะเอ่ยถาม
“อึ่ม รู้สึกง่วงๆเหมือนกัน ราตรีสวัสดิ์นะ” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนอน ไม่กี่นาทีก็ได้ยินเสียงกรนครอก สงสัยจะง่วงจริงๆ ชิเมะเดินสำรวจห้อง เดินลงไปข้างล่าง ตรวจความเรียบร้อยของบ้านอีกที ก่อนจะกลับขึ้นมาในช่วงเวลาไม่กี่นาที เหลือบไปมองคนที่นอนอยุ่หลับไม่ไหวติง เขาเอนกายลงนอนช้าๆ ก่อนจะปิดไฟที่หัวเตียง
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ ได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นของใคร มันเต้นดังจนหนวกหู จนนอนไม่หลับ เขาพลิกตัวแล้วพลิกตัวอีก ผุดลุกผุดนั่ง ส่วนคนที่นอนอยู่ก็หลับปุ๋ยไม่รู้เรื่องอะไรเลย แสงจันทร์สลัวๆ ส่องเล็ดลอดมาทางหน้าต่าง เขาท้าวคางมองหน้าคนที่หลับอยู่ ค่อยๆ ยื่นมือไปแตะริมฝีปากเบาๆ แล้วแตะริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะตอนหายใจอย่างหนักหน่วง ทำอะไรบ้าๆลงไปแล้วสินะ
“จะโดยเกลียดมั้ยนะ” เขาพรึมพรำกับตัวเอง
ใบหน้าที่กลับไหลดูอ่อนโยนลง ปกติเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว แต่เจ้าตัวดูเหมือนจะไม่รู้สึก ได้แต่ชื่นชมคนอื่นๆ ทั้งๆที่ตัวเองออกจากหน้าตาหล่อเหลา เขาเอื้อมมือไปลูบแก้มเบาๆ ทำยังงัยถึงจะข่มตาหลับลงกันนะ....
“นายไม่ง่วงหรืองัย” เสียงดังเล็ดลอดจากปากสวย ทำให้เขาสะดุ้ง
“นาย ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ “ เขาลนลาน
“ตั้งแต่ต้นนั้นแหละ” ชิเมะลุกขึ้นนั่ง มิวโตะผวา ไม่รู้จะทำตัวยังงัยดี
“แล้วๆๆ “ มิวโตะละล่ำละลอก
“ไม่ต้องแล้ว กำลังจะถามอยุ่ ว่านายนี่ชอบชั้นหรือเปล่า เวลาซ้อมทีไรเป็นต้องขโมยจูบชั้นทุกที “ ชิเมะปัดจมุก
“เอ๋ๆๆ “ มิวโตะหน้าแดงก่ำ ตอนนี้ทำอะไรไม่ถูกจริงๆ
“ไหนหันมาซิ “ ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปจับแก้มสองข้างให้หันมาหาตัวเอง
“นายชอบชั้นใช่มั้ย” ชิเมะพูดช้าๆ ชัดๆ มิวโตะ ไม่ตอบได้แต่พยักหน้าช้าๆ ชิเมะถอนหายใจ ค่อยๆยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ประทับรอยจูบบนปากบางเบาๆ
“เอาล่ะ ทีนี้ก็นอนได้แล้วนะ รับทราบแล้วครับผม “ ชิเมะหัวเราะ ส่วนมิวโตะงงเป็นไก่ตาแตก
“ทำไม” มิวโตะจะพูดต่อ แต่ชิเมะกอดเอาไว้ ค่อยๆรั้งตัวให้นอนลง ก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา “ไม่ต้องคิดล่ะ นอนพักกันดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยไปบอกโนเอ้กับฮิโรกิ ว่าชั้นจองนาย” อ้อมแขนที่กอดเขาเอาไว้ทำให้มิวโตะทั้งงงทั้งดีใจ แต่เดี๋ยวก่อนที่เขาคิดไว้มันไม่ใช่อย่างนี้นี่ ชิเมะต้องเรียบร้อยและเค้าต้องเป็นฝ่าย.. ไม่ใช่ละมั้งตอนนี้มันกลับกันไปหมดแล้ว
“ถ้านายยังไม่นอน ชั้นปล้ำนายจริงๆ “ เสียงกระซิบ ทำให้มิวโตะหลับตาปี๋ ใครจะไม่กลัวล่ะ ก็หมอนี่เคยพูดเล่นซะที่ไหน พระเจ้า ทำให้ผมสุขและก็ทุกข์ในเวลาเดียวกัน นี่ถ้าไม่ใช่ชิเมะที่ผมหลงรักละก็ ไม่มีวันซะหรอก
“อยากลอง”
“ป่าวคร๊าบ”
“งั้นนอน ฝันดีนะที่รัก”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น