1.....เริ่มต้น
เหล่าคำรักที่แสนน่าอาย
ค่ำคืนที่ฉันตัดสายเธอไป
แม้จะเคยพูดว่ายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม
แต่ว่ามันกลับปลุกเร้าหัวใจของฉัน
เสียงเพลงหวานๆที่ควรผ่านโสตประสาท ด้วยความหมายและเสียงอันติดตรึงใจ รอบที่เท่าไหร่แล้วนะที่ฟังซ้ำๆอยู่อย่างนี้
ในคำคืนที่นอนไม่หลับ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในเดือนธันวาคม
ช่วงนี้งานชุกจนไม่มีเวลาพักผ่อน ปกติแล้วแค่หัวถึงหมอนก็นอนหลับปุ๋ย
..คืนนี้แม้พยายามข่มตาแต่ก็ดูเหมือนว่าไม่สามารถหลับใหลได้
“ชั้นกำลังจะได้แสดงละคร กับพวกจูริและจูเนียอื่นๆ” เสียงใสๆ
บอกในเย็นวันหนึ่ง
“งั้นก้ต้องแยกกลุ่มล่ะสิ” เสียงโชโพลงขึ้น เพราะอยู่ด้วยกันมานาน ความผูกพันมันมากมายเหลือเกิน การแยกกลุ่มเป็นสิ่งที่แต่ละคนกลัว กลัวจะรุ่งและกลัวจะร่วง นอกจากนี้เวลาที่เจอกันก็น้อยลง และอาจจะไม่ได้เจอกันเลยนอกเสียจากจะบังเอิญจริงได้ทำงานร่วมกัน เพราะที่นี่มีเด็กๆเป็นพัน
“ไม่เป็นไรหรอกนะ ยังงัยซะพวกเราก็เจอกันที่บริษัทอยู่แล้ว “
เขาพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด
เพราะตอนนี้ข้างในมันกำลังร้องไห้ แม้จะยิ้มอย่างลำบากยากเย็นแต่ก็พยายามจะยิ้มเพื่อให้คนที่ก้าวไปได้ไกลกว่า ได้มีกำลังใจที่จะก้าวเดิน
จากวันนั้นโทรศัพท์ที่เคยมีมาเสมอๆ ค่อยๆห่างหายไปตามกาลเวลา
กลายเป็นข้อความและความว่างเปล่า ไทกะไปอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เรียกกันว่าบากะแก๊ง ละครที่ลงทุนไม่มากขณะที่ติดตาติดใจคนดู จนกระทั้งได้สร้างเป็นหนังทำรายได้ถล่มทลายทำรายได้ให้กับบริษัทเป็นกอบเป็น กำ สิ่งที่ตามมาคือการมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง
ไทกะก้าวไปไกลแล้ว ในขณะที่พวกเขายังคงอยู่ตรงนี้
พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่จะได้เจอกันอีกครั้ง
หลังจากที่ไม่เจอกันนาน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ในคืนนี้
ยาซุยรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่อยู่ๆเด็กรุ่นน้องในก๊วนได้เป็นหัวหน้าทีม
ทั้งๆที่มีคนอื่นอีกเยอะแยะที่สามารถเป็นหัวหน้าทีมได้
ท่าทางกระย่องกระแย่งเหมือนผู้หญิงกับใบหน้าเรียบเฉย จนบางครั้งดูแล้วน่าหมั่นไส้
และไอ้อาการเหล่านั้นมันมันทำให้ยาซุยโมโหแต่ความรู้สึกนั้นมันหายเกลี้ยงเมื่อยาซุยต้องจับคู่กับเขา ความอัจฉริยะฉายแววออกมาตอนซ้อมด้วยกัน
มันทำให้คนทำธรรมอย่างยาซุยเปลี่ยนความรู้สึกไม่พอใจกลายเป็นชื่นชมแทน...
เสียงหวานๆ
ยามที่ไทกะร้องเพลง ไม่ว่าจะซ้อมหรือร้องจริง มันทำให้ยาซุยขนลุกทุกครั้งที่ได้ยิน
หากเปรียบเทียบกับตัวเองแล้ว มันต่างกันราวฟ้ากับดิน
“นายนี่เสียงเพราะมากๆเลยนะ
“ ยาซุยตาลอย เมื่อไทกะซ้อมเสร็จ เขามานั่งอยู่ข้างๆ
ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม
“ชั้นไม่เห็นชอบเสียงตัวเองเลย
นายเสียงดีกว่าชั้นอีก” ไทกะท้าวคางมอง
“ชั้นเนี่ยนะ”
ยาซุยหัวเราะขำๆ เสียงเขาน่ะทั้งต่ำทั้งแหบ มันเพราะตรงไหนกัน
“ชั้นว่าเสียงยาซุยแซ็กซี่ดี
เสียงชั้นนะเหมือนผู้หญิง” ไทกะย่นคิ้ว ไม่เพียงแต่เสียงหรอก
รูปร่างหน้าตาก็เหมือนผู้หญิงจนโดนเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ หน้าหวานๆ ท่าทางหยิ่งๆ
ยาซุยชอบแอบมอง ยิ่งเวลาคิดอะไรก็จะทำปากขมุบขมิบ
หรือไม่ก็ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเอง
“มองไร”
ไทกะหันมาจ้อง
“เปล่านิ
“ ยาซุยแก้ตัว
“แล้วไป
“ ไทกะหันกลับ สายตาจับจ้องอยู่กับเพื่อนๆคนอื่นๆ ที่ซ้อมเต้นกันอยู่บนเวที
เย็นมากแล้วหลังจากซ้อมเสร็จไทกะทีมต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
ไทกะกับยาซุยแวะกินแม็คกันก่อนกลับ ใช้พลังงานไปแยะ
อาหารที่กินมามันจะไปพอยาไส้อะไร ดับเบิ้ลเบอร์เกอร์ เฟรนฟราย และน้ำอัดลม
ถูกตั้งอยู่ตรงหน้า ยาซุยแอบสงสัยว่าไอ้ที่ไทกะกินๆเข้าไปเนี่ยมันเอาไปเก็บไว้ตรงไหน
“ยาซุยอยากกินเหรอ”
ไทกะเคี้ยวเฟรนฟรายตุ้ยๆ
“ป่าว
แค่สงสัยว่านายกินแล้วมันไปไหนหมด” ยาซุยหัวเราะ
“นี่ถ้ากินแล้วอ้วน
ชั้นก็แย่สิ
เพราะไอ้พวกนี้มันของชอบของชั้นทั้งนั้น “
ไทกะหน้ายุ่ง
“นั่นสินะ
“ ยาซุยนั่งนึกภาพตาม แต่ก่อนจะเลยเถิดไปกว่านั้น ไทกะยกมือมาทุบแขนดังพลั๊ก
ดูเด่ะแขนเล็กแค่เนี้ยแต่แรงแยะชะมัด แถมยังเรียนคาราเต้มาอีกตังหากเบาแรงเป็นที่ไหน
คนเรานี่ดูภายนอกกันไม่ได้จริงๆน้า ...เพียงไม่กี่นาทีเบอร์เกอร์ตรงหน้าก็เกลี้ยง
ยาซุยเลยยกเฟรนฟรายของตัวเองให้ไทกะ เพราะดูท่าทางหมอนี่จะยังไม่อิ่ม พอยื่นให้ไทกะก็ยิ้มแป้น
เด็กหนอเด็ก ยาซุยแอบขำ
“ยาซุยน่ะ
ใจดีมากเลยน้า”
ไทกะพูดลอยๆขณะที่เดินไปป้ายรถเมล์ด้วยกัน
“งั้นเหรอ”
ยาซุยยกมือขึ้นจิ้มหน้าผากไทกะ
“ถ้าได้เป็นแฟนคงลำบาก”
ไทกะย่นจมูก
“ลำบากเหรอ”
ยาซุยยิ้ม
“ก็ต้องใจดีกับคนอื่นไปทั่วใช่ม้า
คนเป็นแฟนอกแตกตายพอดี “ ไทกะกระโดนหยองแหยงไปตามทางเท้า ยาซุยได้แต่หัวเราะกับท่าทางของไทกะ
ตอนนี้เขาไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เลย
คิดเพียงแต่ว่าทำยังงัยถึงจะเก่งขึ้นมาเหมือนเด็กรุ่นน้องคนนี้
ต้องใช้เวลาแค่ไหนกัน ................
………………………………..
“เมื่อวานชั้นเห็นพวกนายไปกินแม็คกันอีกแล้วเหรอ”
แอนเดอร์สันเดินเข้ามาทัก ขณะที่พวกเขานั่งพักเหนื่อยกันอยู่
หมอนี่เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ตรงจนบางทีน่าเหยียบ
“อื้อ
ทำไมเหรอ” ไทกะไม่ยี่หร่า
“เปล่าพวกนายไม่เบื่อเหรอ
ไอ้ขนมปังกับเนื้อเนี่ย “ แอนเดอร์สันแบะปาก
ถึงออกฝรั่งแต่ชอบกินข้าวมากกว่า
“ก็อร่อยดีนี่
“ ไทกะทำท่านึกถึงเมนูเมื่อวาน
“แต่ชั้นว่านานๆกินทีก็โอเคนะ
แต่พวกนายกินทุกวัน เลี่ยนแทน” แอนเดอร์สันส่ายหน้า
“ชั้นว่านะ
ขึ้นอยู่กับว่านายไปกินกับใคร “ มัสสึดะโพลงขึ้น
“เงียบเลย
ไอ้บ้า” ยาซุยทำเสียงดุ มัสสึดะเลยยักคิ้วแผล่บก่อนจะโดนยาซุยทุบเอา
เจ้าพวกนี้มันคิดอะไรกันแปลกๆ แฮะ อ้าวอะไรกันละนั่น มาจ้องหน้ากันทำไม
“ยาซุย
มีอะไรปิดบังใช่มั้ย “ ไทกะใช้มือสองข้างตะบบหน้ายาซุยค่อยหันมาหาตัวเอง
“ป่าวน้า”
ยาซุยรีบแก้ตัว
“หมายความว่างัย
จริงๆแล้วนายเบื่อที่ต้องกินแม็คกับชั้นใช่มั้ย “
ไทกะทำท่าโมโห
“ป่าวน้า”
ยาซุยรีบดึงมือออก ไทกะใด้จังหวะลุกขึ้นล็อคคอยาซุยจากด้านหลัง “สารภาพมาเดียวนี้เลย”
ท่าทางไทกะจะปี๊ดขึ้นแล้ว ไอ้มัสสึดะไอ้บ้า หาเรื่องให้แล้วงัย
คนที่ยาซุยอยากจะเบิร์ทกะโหลกตอนนี้หายแว๊บไปไหนก็ไม่รู้ปล่อยให้เขาเผชิญหน้ากับเจ้าเด็กอารมณ์ร้ายคนนี้เพียงลำพัง
“ยาซุย”
“ไม่มีอะไรครับ”
“บอกมาเดี๋ยวนี้”
“ไม่มีอะไรจริงๆ
ฮือๆ” มันเจ็บนะคร๊าบไทกะคุง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น